Posted on

ผลการวิจัย ‘ การนอนหลับเพียงพอ ทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรง’

wake up

โดยปกติ เราเชื่อกันว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อเวลาเราไม่สบาย จะทำให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้นได้ แต่ถ้าเรานอนหลับพักผ่อน ไม่เพียงพอ อาจจะทำให้หายป่วยได้ช้า ซึ่งเดิมยังไม่มีใครได้พิสูจน์ความเชื่อนี้ว่าจริงหรือไม่

เมื่อเร็วๆนี้ มีคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยลาวาล ในประเทศแคนาดา ได้ทำการวิจัยความเชื่อนี้ โดยได้มีการนำเอาอาสาสมัครที่นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนพักผ่อนไม่เต็มที่ 17 คน มาเปรียบเทียบกับคนปกติ 19 คน แล้วติดตามระดับภูมิต้านทานโรค โดยมีการตรวจนับจำนวนเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทาน ซึ่งได้แก่ เซลล์ CD3,CD4,CD8

CD3,CD4,CD8 คือ เซลล์เม็ดเลือดขาว ( T-Lymphocytes) ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ( Immune Systems) ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ในการตรวจจับ ทำลายเชื้อโรคทั้งหลาย หรือเซลล์มะเร็ง หรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ ถ้ายิ่งมีจำนวนมาก ก็มีความสามารถมากในการทำลายเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ CD4 มีบทบาทสำคัญในการติดตาม รักษา ตรวจสอบ คนไข้ที่มีปัญหาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะโรคเอดส์ ในปัจจุบัน ได้มีการนำมาตรวจนับจำนวน CD4 ในคนไข้ที่ติดเชื้อ HIV ว่ามีมากน้อยเท่าใด ต้องเข้าข่ายทำการรักษาด้วยยาต้านโรคเอดส์หรือไม่ หรือหลังรักษา แล้ว CD4 เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งบ่งว่าภาวะอาการของโรคดีขึ้น เป็นต้น

ผลการวิจัยพบว่า คนที่นอนไม่ค่อยหลับ หรือพักผ่อนไม่เต็มที่ จะมีระดับเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันทั้งสามตัว น้อยกว่าคนที่นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตรงนี้จึงยืนยันได้ว่า การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จึงมีผลดีต่อสุขภาพ และในทางตรงกันข้าม ถ้าท่านนอนไม่หลับ หรือพักผ่อนไม่เต็มที่จะทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง และภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะลดลง

ดังนั้น จากผลการวิจัยดังกล่าวจึงค่อนข้างสนับสนุน เหตุผลที่ทำไม เมื่อเราพักผ่อนน้อย นอนดึก จึงเกิดปัญหาสิวขึ้นได้ง่าย เพราะร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียสิวได้น้อยกว่าคนที่พักผ่อนเต็มที่ ดังนั้น เพื่อผิวพรรณสวย คงต้องนอนๆๆๆ มากๆๆๆๆๆ (ครอกฟี้)

เรียบเรียงและค้นคว้าโดยนพ.จรัสพล รินทระ………….30/5/2546
เอกสารอ้างอิง : วารสารคลินิก ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2546

Posted on

สิวผด (Acne Estivalis) กดแล้วก็ไม่หาย สาเหตุจากอะไร อยากรักษาให้หายขาด

สิวผด คืออะไร

สิวผด (Acne Estivalis) เป็นสิวประเภทหนึ่ง พบได้บ่อย มีลักษณะคล้ายกับผดผื่นเม็ดเล็ก ๆ สีแดงและอาจมีอาการคันร่วมด้วย มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผากและขมับ ปกติมักจะไม่อักเสบ ยกเว้นจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียสิวร่วมด้วย
สาเหตุ : มีได้หลายสาเหตุ ที่พบบ่อย มีได้ดังนี้
1. สาเหตุจากความร้อน และแสงแดด แล้วเกิดจากอาการแพ้ โดนเมื่อผิวหนังโดนแสงแดดและความร้อน ทำให้ผิวหนังต้องเร่งการขับเหงื่อ แต่เมื่อต่อมเหงื่อไม่สามารถระบายเหงื่อออกได้หมด ก็จะทำให้เกิดการอุดตัน กลายเป็นตุ่มน้ำเล็ก ๆ คล้ายกับผดผื่น ถ้าอากาศร้อนขึ้น สิวผดก็จะเห่อขึ้น และอาการจะลดลงไปเองในตอนเย็นหรือตอนเช้า
2. การเช็ดถูหน้าบ่อยๆ หรือ การเช็ดถูหน้าแรงๆ
3. เครื่องสำอางบางประเภท
4. เชื้อราบางชนิด เช่น P.Ovale
5. พักผ่อนน้อยเกินไป
6. ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอหรือร่างกายไม่แข็งแรง

การป้องกันและรักษาสิวผด

  1. ลดการรบกวนต่อผิวหน้าให้น้อยที่สุด (Mechanical Irritation) เช่น การนวดหน้า, การขัดหน้า, หรือเช็ดถูหน้าบ่อยๆ
  2. ล้างหน้าเฉพาะที่จำเป็น หรือบริเวณที่ผิวมัน เพราะ การล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้สิวผด รุนแรงมากขึ้นได้
  3. ลด หรือหลีกเลี่ยง การใช้ครีมหรือยาที่ทำให้ผิวหน้าระคายเคืองมากขึ้น (Chemical Irritation) เช่น การใช้ยารักษาสิวประเภท Retinoic Acid, Benzoyel Peroxide AHA, BHA เป็นต้น
  4. ควรล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า, หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ และไม่ควรใช้น้ำอุ่นล้างหน้า และควรล้างหน้าไม่เกิน 2-3 ครั้งต่อวัน
  5. ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกนอกบ้าน ควรเลือกกันแดดที่มี SPF >15-30 และมีค่า PA++ เป็นอย่างน้อย
  6. ไม่ควรซื้อยามารักษาผื่นเอง เพราะมักทำให้เป็นมากขึ้น และยาที่หาซื้อได้จากร้านขายยา มักเป็น STEROID ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก
  7. เลเซอร์วีบีม ช่วยลดรอยแดง การอักเสบของสิวผด ให้หายเร็วขึ้น

สิวผดเมื่อไหร่จะหาย :
สิวผดเป็นสิวที่ขึ้นง่าย หายเร็ว มักไม่อักเสบเป็นหัวหนอง หรือสิวอุดตัน แต่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ จนเป็นที่รำคาญ การได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนัง จะทำให้สิวผดหายเร็ว และสามารถป้องกันไม่ให้ขึ้นมาอีกได้ ในระยะยาว

Posted on

บิลเบอร์รี่ (Bilberry) กับการถนอมดวงตา

Bilberry1

บิลเบอร์รี่(Bilberry) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ในตระกูล Ericaccae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium myrtillus ซึ่งเป็นพืชสายพันธุ์ใกล้เคียง กับ Blubery ของแถบอเมริกาเหนือ เราจะพบบิลเบอร์รี่ มากในประเทศแถบยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษและยุโรปตอนเหนือ มักจะนิยมนำผลบิลเบอร์รี่สุกมาทำเป็นแยมมานานกว่า 100 ปีแล้วนอกจากนี้ยังนำส่วนของใบและก้าน ไปทำเป็นผลแห้งเพื่อทำเป็นผงชาสำหรับดื่มเพื่อสุขภาพกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

บิลเบอร์รี่ เริ่มฮิตติดอันดับเครื่องดื่มสุขภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่นักบินในหน่วยทหารอากาศของประเทศอังกฤษ นำผลบิลเบอร์รี่สุกมารับประทาน แล้วพบว่าทำให้ความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนดีขึ้น และทำให้อาการเมื่อยล้าของดวงตาเมื่อใช้สายตานานๆ น้อยลง หลังจากนั้น อีกถึง 20 ปี จึงได้มีการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์กันอย่างจริงจัง ว่าทำให้บิลเบอรี่จึงให้ผลดีต่อสุขภาพของดวงตาอีกครั้งหนึ่ง

จากผลการวิเคราะห์และวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี ได้ค้นพบว่าสารที่สำคัญในบิลเบอร์รี่ มีดังนี้

  1. แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) สามารถจับกับเซลล์บุผิว( pigmented epithelium) ที่จอภาพเรตินาได้ดี โดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีเลิศ (Anti-oxidant) ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และคืนสภาพสาร rhodopsin ได้หลังจากถูกแสง จึงช่วยทำให้การมองเห็นในที่มืดได้ดี
  2. แทนนิน(Tannins) )มีฤทธิ์ในการสมานแผล(Astingent) และให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เช่น พวกแบคทีเรียบางชนิด
  3. ฟลาโวนอยด์(Flavonoid) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) เช่นกัน และยังเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญต่อมนุษย์
  4. กลูโคควินิน(Glucoquinine) เป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้การทำงานของอินซูลิน ทำให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของอาหารเสริมที่สกัดจากบิลเบอร์รี่ต่อสุขภาพดวงตา 

Bilberry2

  1. ช่วยถนอมดวงตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
  2. ช่วยรักษาอาการตาบอดกลางคืน ( Night blindness)
  3. ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา เมื่อใช้สายตานานๆ
  4. ช่วยป้องกันเลนส์ตาและช่วยให้คอลลาเจนในตาในส่วน cornea และหลอดเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น
  5. ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้ป้องกันอาการเสื่อมที่มักจะเกิดกับดวงตาให้น้อยลงได้ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ตาเสื่อมในคนสูงอายุ(สายตายาว)

สรรพคุณอื่นๆ ที่ค้นพบนอกจากนี้ คือ 

  1. พบว่าสารแทนนิน ในผลบิลเบอร์รี่สามารถบรรเทาอาการท้องเสีย อาการคลื่นไส้ และภาวะอาหารไม่ย่อยได้
  2. พบว่าสารสกัดจากผลบิลเบอร์รี่ สามารถลดอาการปวดเจ็บจากภาวะเส้นเลือดขอด (Varicose vein) ได้ เนื่องจากภาวะดงกล่าวเกิดจาก ความเสื่อมของเซลล์เช่นกัน
  3. พบว่าสารสกัดจากผลบิลเบอร์รี่ สามารถใช้ลดอาการอักสเบในช่องปาก และเยื่อบุช่องปากได้
  4. พบว่าสารสกัดจากผลบิลเบอร์รี่ ช่วยลดอาการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ที่ทให้เกิดจุดด่างดำของผิวพรรณได้241_1

ปัจจุบันจึงได้มีการจดบันทึกว่า บิลเบอร์รี่เป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง จึงมักนิยมนำมาเป็นอาหารเสริม และได้รับความสนใจ ในการนำมาใช้ในการรักษาสุขภาพในปัจจุบัน สำหรับคนสุงอายุ หรือคนที่ต้องการถนอมดวงตาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นและนานๆ

เรียบเรียงและค้นคว้าโดย นพ.จรัสพล รินทระ…………………12/5/2546

Posted on

อยากเปลี่ยนสีผม แต่จะทำยังไง ไม่ให้ทำร้ายเส้นผม ผมยังดูเงางาม มีน้ำหนัก สุขภาพผมดี

4 วิธีดูแลเส้นผม หลังทำสีผม ป้องกันผมเสีย

  1. หมักและพอกผมภายหลังการสระ โดยใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการหมักผมหรือพอกผม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารบำรุงประเภททรีทเม้นต์ หรือคอนดิชั่นเนอร์ ที่ให้การบำรุงที่ล้ำลึกกว่าคอนดิชั่นเนอร์ปกติ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก และสามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยนำมาหมักหรือพอกหลังการสระผม ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นจึงล้างออกให้สะอาด
  2. ใส่สารบำรุงหลังการสระผม ซึ่งมีทั้งในรูปของแคปซูล ในหลอด หรือในขวดเพื่อหยด เช่น เซรุ่ม สารบำรุงและวิตามินบำรุง จะช่วยให้สีผมไม่ซีดจาง หรือกระเทาะออกไว ทำให้ผมมีชีวิตชีวามีประกาย
  3. อบไอน้ำ โดยแบ่งผมเป็นช่อๆ แล้วพอกด้วยสารบำรุงในรูปของโปรตีนสำหรับเส้นผม จากนั้นจึงเข้าเครื่องอบไอน้ำ โดยสำหรับผมสั้นประมาณ10 นาที และผมยาว ควรอบประมาณ 15 นาที สารบำรุงเหล่านี้จะซึมเข้าสู่แกนเส้นผมได้ลึกขึ้นถึงชั้นเนื้อผม จึงทำให้ผมมีความชุ่มชื้นมีน้ำหนัก
  4. การแว็กซ์ผม คือการทรีทเม้นต์อย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยม และมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเส้นผม แต่มักจะอยู่ได้ไม่นาน ประมาณ 10 -15 ครั้งของการสระผมแวกซ์ก็จะหลุดหมด เพราะสารบำรุงประเภทนี้จะทำงานบริเวณเปลือกผมด้านนอกเท่านั้น บางครั้งจึงต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อช่วยนำพาตัวแว๊กซ์ให้ซึมลึกมากยิ่งขึ้น