Posted on

สาระน่ารู้ เรื่อง อาการสะอึก ( Hiccup)

Image.aspx

สะอึก เป็นอาการที่พบได้บ่อย เกิดจากกล้ามเนื้อหายใจ ส่วนกระบังลมและกล้ามเนื้อซี่โครงเกิดการหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการหายใจเข้าอย่างแรง แต่ถูกหยุดชะงักด้วยการปิดของช่องสายเสียง ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น

กลไกการเกิดการสะอึก ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาการนี้อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติชนิดหนึ่ง โดยศูนย์กลางของการสะอึก (Hiccup Center) จะอยู่บริเวณก้านสมองบริเวณ Medulla oblongata แล้วเชื่อมระบบประสาทต่อกับระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ด้วยเส้นประสาท Vagus nerve และ Phrenic nerve

การสะอึกที่เกิดขึ้นปกติ มักจะมีสาเหตุจากการกระตุ้นหลอดอาหารส่วนบนขณะกลืนอาหาร โดยมากแล้วอาการสะอึกมักเกิดขึ้นไม่นาน ประมาณ 2 – 3 นาทีก็จะหายไป แต่ถ้าคุณสะอึกนานกว่านั้น เช่นเป็นชั่วโมงๆ หรือครึ่งค่อนวัน โดยเฉพาะเกิดร่วมกับอาการเหล่านี้ เช่น สะอึกร่วมกับอาการปวดท้องอย่างรุนแรงหรือถ่ายเป็นเลือด หรือ สะอึกนานมากกว่า 8 ชั่วโมงในผู้ใหญ่ และมากกว่า 3 ชั่วโมงในเด็ก สะอึกทุกครั้งหลังจากรับประทานยาบางชนิด คงต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุอย่างอื่น

สาเหตุของอาการสะอึกที่ไม่ธรรมดา อาจจะเกิดจากโรคทางกายอย่างอื่นๆ ดังนี้ 

1. โรคทางเดินอาหาร กระบังลม และช่องท้อง เช่น กระเพาะลำไส้อุดตัน ลำไส้โป่งพอง เยื่อบุช่องท้องอักเสบ
2. โรคในช่องอกที่รบกวนต่อเส้นประสาท Vagus nerve,Phrenic nerve หรือกระบังลม เช่น การกลืนอาหารอย่างรีบร้อน อาหารติดคอ ปอดอักเสบ
3. โรคทางระบบประสาทที่มีรอยโรคบริเวณก้านสมอง เช่น หลอดเลือดสมองตีบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง
4. จากยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Beta-lactans,macrolides,Fluoroquinolone หรืออัลกอฮอล์
5. ภาวะทางจิตใจ เช่น เครียด หรืออาการแสร้งทำ (ซึ่งพบบ่อยในผู้หญิง จากสาเหตุทางจิตใจมากกว่าร้อยละ 90)
6. ภาวะภายหลังการผ่าตัดบางอย่าง เช่น ผ่าตัดช่องท้อง หรือผ่าตัดช่องอก

แนวทางการแก้ไข 

1. แต่ถ้าเป็นการสะอึกทั่วๆไป เราสามารถจัดการกับตัวเองได้ง่ายๆดังนี้

1.1 ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับลิ้นเอาไว้แล้วดึงออกมาข้างหน้าแรงๆ เพื่อช่วยเปิดหลอดลมที่ปิดอยู่
1.2 กลั้นหายใจเอาไว้โดยการนับ 1 – 10 แล้วหายใจออก จากนั้นดื่มน้ำตามทันที
1.3 ดื่มน้ำเย็นจัดช้าๆ โดยดื่มตลอดเวลา และกลืนติดๆ กัน ไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการสะอึกหาย หรือจนกลั้นหายใจไม่ได้
1.4 เขี่ยภายในรูจมูกให้จาม
1.5 ให้พยายามกลืนน้ำตาลทรายขาวประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ โดยไม่ต้องใช้น้ำ
1.6 ทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธ ตื่นเต้น หรือกลัว
1.7 ถ้าทำดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อใช้ยาบางตัวช่วย เช่น Lagactil,Baclofen หรือกลุ่มยาช่วยย่อย เช่น Cisapride,Omperazole เป็นต้น

2. ถ้าดำเนินการในข้อ 1 แล้วไม่ดีขึ้น อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุโรคอย่างอื่นร่วมด้วย แล้วแก้ไขตามสาเหตุ หรือทำการผ่าตัดทางศัลยกรรมประสาท

เรียบเรียงและค้นคว้าโดย นพ.จรัสพล รินทระ…………………29 July,2003

Posted on

10 วิธีหลีกหนีริ้วรอยของผู้หญิง ทำอย่างไร ไม่ต้องพบแพทย์ แบบง่ายๆ

ริ้วรอย เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ปรารถณา ไม่ว่าท่านจะอายุซักเท่าไหร่ ทุกคนอาจจะหยุดเวลาไว้ ณ วัยอันเปล่งปลั่งสดใส แต่คงไม่มีใครหยุดยั้ง เวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน แต่ละนาทีได้ บทความนี้จะนำเสนอแนวทางเคล็ดลับง่ายๆ 10 วิธีที่ท่านจะหลีกเลี่ยงภาวะชราตามวัย หรือเกินวัย ด้วยตัวท่านเอง ดังนี้

  1. ปกป้องผิวจากแสงแดด : ได้มีการพิสูจน์ยืนยันกันหลายต่อหลายครั้งในรายงานทางการแพทย์ว่า รังสียูวีเอ ยูวีบี และรังสีอินฟราเรด เป้นตัวการ สำคัญมากที่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย ดังนั้นการเลี่ยงการโดนแดด หรือทาครีมกันแดดทุกวัน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะป้องกัน อาการไหม้เกรียมแดด ริ้วรอยแล้ว ยังป้องกันมะเร็งผิวหนังในอนาคตด้วย
  2. หยุดสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถหล่อเลี้ยงผิวพรรณได้เต็มที่และเพียงพอ ทำให้เซลล์ผิวหนังไม่สดใส และส่งผลให้เกิดเซลล์ ใหม่ล่าช้า และยังเร่งให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าให้เร็วขึ้น และเกิดรอยย่นเล็กๆ ที่บริเวณริมฝีปาก และปากดำคล้ำไม่สวยงาม
  3. การทำความสะอาด: หลังจากเสร็จภารกิจจากการงาน ควรล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ปราศจากคราบเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ด้วยครีมเช็ดคราบเครื่องสำอาง แล้วล้างทำความสะอาดอีกครั้งด้วยครีมล้างหน้า แต่ถ้าสภาพผิวแห้ง ควรใช้ชนิดออยล์สำหรับล้างหน้า นวดวนเบาๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  4. บำรุงให้ล้ำลึก: เพื่อชดเชยความชุ่มชื้นคืนให้แก่ผิวหน้า อาจจะโดยการพอกหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับพอกหน้าเฉพาะ หรือทา Night Creams หนาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้กระดาษเนื้อนุ่มเช็ดออกเบาๆ
  5. กระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต : ด้วยการขัด นวด และปรับสภาพผิว เพื่อให้เซลล์ผิวกลับคืนสู่ความสดใส มีชีวิตชีวา อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการหมุนเวียน ของระบบโลหิตให้แข็งแรงกระฉับกระเฉง

6. การปกปิดริ้วรอย : คือ การเลือกใช้ครีมรองพื้น คอลซีลเลอร์และแป้งทาให้ทั่วใบหน้า เพราะนอกจากจะช่วยปกปิดริ้วรอยแล้ว ยังลดความหมองคล้ำ รอยดำ และจุดบกพร่องที่ไม่พึงปรารถณา ทั้งยังมีส่วนผสมของสารกระจายแสงให้ผิวหน้าดูสว่างไสวขึ้นได้ด้วย
7. ปรนนิบัติบำรุงผิวพรรณเป็นประจำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมคุณค่า อาทิ เซรุ่มบำรุงผิว หรือครีมเข้มข้นที่พลิกฟื้นความสดชื่น ให้แก่ผิวพรรณ
8. สภาพอากาศ : ในแต่ละฤดูกาลทำให้ความชุ่มชื้นของผิวพรรณเปลี่ยนแปลง ควรเลือกครีมบำรุงตามสภาพอากาศ เช่นเดียวกับในภาวะน้ำร้อน หรือน้ำเย็น ที่มีผลต่อการสูญเสียน้ำของผิวหนัง อาหารบำรุงผิว
9.  เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เป็นประจำเพื่อให้อาหารแก่ผิวพรรณสม่ำเสมอ
10. แต่งหน้าอย่างชาญฉลาด โดยเลือกเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ วิตามิน และสารกรองแสง แต่งหน้าเพราะนอกจากจะได้เรื่อง ความสวยงามแล้วยังมีคุณค่าต่อผิวอีกด้วย