Posted on

ฟิลเลอร์คืออะไร : รู้ก่อนฉีด รู้ก่อนทำ ผ่านอ.ย.มั้ย ไม่พอใจ แก้ไขยังไง จึงจะได้ผล ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง

ฟิลเลอร์คืออะไร แตกต่างจากการฉีดโบทอกซ์อย่างไร

– ฟิลเลอร์(Fillers) แปลว่าสารเติมเต็ม จึงทำงานเกี่ยวข้องการเติมส่วนทีพร่องหายไป ให้เต็มขึ้น กระชับขึ้น เพื่อจะลดปัญหาจากเนื้อหรือคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายที่ลดลง( Volumn loss ) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหย่อนคล้อย จากของเดิมที่ไม่มี เช่นการฉีดฟิลเลอร์เติมร่องแก้มที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์ร่องตาที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์เสริมดั้งจมูก การฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากอวบอิ่ม การฉีดฟิลเลอร์เสริมคาง ซึ่งความลึกตื้นในการฉีดส่วนใหญ่จะฉีดในชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นส่วนใหญ่ซึ่งอยุ่เหนือชั้นไขมัน และกล้ามเนื้อ
– ส่วนการฉีดโบทอกซ์จะทำงานกับกล้ามเนื้อเป็นหลัก ฉีดในชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับของตีนกาเวลายิ้ม การย่นหน้าผาก การย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือกล้ามเนื้อกรามใหญ่ฉีดกล้ามเนื้อให้หน้าเรียวเล็ก หรือการฉีดใต้ผิวหนัง เพื่อยกกระชับปรับรูปหน้า

ฟิลเลอร์จะเลือกยี่ห้อไหนดเช็คยังไงว่าผ่าน อ.ย.

-ฟิลเลอร์ในปัจจุบันที่ปลอดภัย และแพทย์นิยมใช้กัน จะต้องเป็นกลุ่มสารไฮยาเท่านั้น (Hyaluronic acid-HA) และต้องเป็นสารไฮยาที่ไม่ได้สกัดจากสัตว์ จึงมีโอกาสแพ้น้อย ขบวนการสังเคราะห์ไฮยาลูรอนิกนี้จะมีลักษณะโมเลกุลคล้ายกับสารไฮยาลูรอนิกใน ร่างกายมนุษย์ และขอย้ำว่าเท่านั้นนะครับ และมีเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่ผ่านอย.เมืองไทย ท่านต้องตรวจสอบให้ดี ถามหมอให้แน่ชัดว่าใช้ยี่ห้ออะไร จำไม่ได้ ถ่ายรูปยี่ห้อและบาร์โค้ดด้านหลังไปตรวจสอบด้วย เพราะปัจจุบันของปลอมเยอะมาก สังเกตง่ายๆ ถ้าราคาถูกว่าท้องตลาดผิดปกติ ให้คิดไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นของเลียนแบบ
ตัวอย่างของฟิลเลอรืที่ผ่าน อย.ได้แก่
– กลุ่ม ที่ 1 Esthelis Basic, Esthelis Soft, Fortelis Extra, Modelis
– กลุ่มที่  2  Juvederm Forma , Juvederm Refine, Juvederm Ultra, Juvederm Ultra XC, Juvederm Ultra Plus, Juvederm Ultra Plus XC
– กลุ่มที่3  Restylane, Restylane Lipp,  Restylane Perlane, Restylane Sub Q, Restylane Touch, Restylane Vital Light ,Restylane Vital Light Injector, Revanesse Ultra
– กลุ่มที่ 4 Perfectha Subskin,Perfectha Deep,Perfectha Derm.

ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้ทุกบริเวณของร่างกายหรือไม่ ใครที่ไม่ควรฉีด

– ปัจจุบันนี้ แพทย์ทั่วโลกที่ได้มาตรฐานสากลเดียวกันนะครับ จะฉีดฟิลเลอร์เฉพาะบริเวณใบหน้าเท่านั้นนะครับ โดยเลือกฉีดเฉพาะบริเวณที่มีปัญหาจาก Volumn loss จริงๆ และฉีดปริมาณไม่มากนัก
– โดยทั่วใป ก็จะฉีดเติมร่องแก้ม ริ้วรอย  เป็นส่วนใหญ่ ส่วนการเสริมดั้งจมูก  เสริมคาง เติมขมับ ริมฝีปาก ร่องตา  โหนกแก้ม หรือฉีดฟิลเลอร์ยกกระชับ จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ไม่ใช่จะฉีดได้กับทุกรายนะครับ
– ส่วนรอยหลุมจะฉีดได้เฉพาะกรณีที่รอยหลุมนั้นไม่มีพังผืดยึดเกาะ ถ้ามีพังผืดฉีดลำบาก ฉีดแล้วไม่เต็ม 100% 
-การฉีดฟิลเลอร์ตรงรอยย่นเวลาขมวดคิ้ว ตำแหน่งนี้ก็เสี่ยงต่อไปอุดตันเส้นเลือดที่มาเลี้ยงดวงตา เปลือกตาบน ไม่ฉีดฟิลเลอร์กัน เสี่ยงต่อการเกิดก้อนได้มาก
– ส่วนการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มขนาดหน้าอก เพิ่มสะโพก หรือส่วนอื่น ๆ นอกจากนี้ นอกจากอย.จะไม่อนุญาตให้ฉีดแล้ว ยังไม่ควรจะฉีดนะครับ ต้องใช้ปริมาณที่มาก และเสี่ยงต่อฟิลเลอร์จะหลุดกระจายไปอุดตันเส้นเลือดหรือบริเวณที่สำคัญของร่างกาย

คนไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

ได้แก่
1. พวกที่แพ้สารไฮยา ฉีดไ่ม่ได้เด็ดขาด 
2. สำหรับสตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร
3. ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย
4. ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมากๆ ผิวหน้าบาง พวกนี้ต้องระวังและเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ละเอียด เพราะเสี่ยงต่อการเป็นก้อน ดูไม่ธรรมชาติได้
5. ผู้ที่มีประวัติเป็นเริม หรืองูสวัด พวกนี้มักจะเป็นๆ หายๆ ช่วงที่มีอาการหรือกำลังกลับมาเป็นอีก อย่าเพิ่งฉีดฟิลเลอร์นะครับ อาจจะทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ แต่ถ้าเคยเป็นและอาการสงบ ฉีดได้ไม่มีปัญหา
6. ผู้ที่มีประวัติ ภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น SLE ผู้ที่ป่วยด้วยโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น มะเร็ง ระยะลุกลาม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาเป็นรายๆ ไป

ฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงหรือไม่

ผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็ม พอจะสรุปได้ดังนี้

  1. ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง เช่นฉีดตื้นหรือลึกเกินไป ทำให้ได้ผลไม่ดีตามต้องการ
  2. ถ้าเกิดฉีดฟิลเลอร์เติมร่องใต้ตา แล้วเกิดไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง จะทำให้ตาดูบวมๆคล้ายถุงใต้ตา
  3. เป็นก้อนๆหรือตะปุ่มตะป่ำ อันนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาที่ฉีดตื้นเกินไป
  4. บริเวณที่ฉีดมีเส้นเลือดฝอยแดงเกิดขึ้น เป็นผลจากอนุภาคสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในจุดนั้น มักพบได้บ่อยในกรณีที่ต้องการฉีดเสริมปลายจมูก
  5. เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย จากการที่อนุภาคของสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดขนาดกลาง พบได้บริเวณข้างและปีกจมูกจากการเติมร่องแก้มหรือการฉีดเสริมจมูก
  6. เกิดการอักเสบติดเชื้อ พบได้บ่อยมากขึ้นในกรณีที่ฉีดเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเพื่อเป็นหยดน้ำใน จมูกที่มีแท่งซิลิโคนอยู่แล้ว กรณีนี้ต้องถอดแท่งซิิลิโคนออกเท่านั้นจึงจะดีขึ้น
  7. กรณีฉีดฟิลเลอร์จมูก หลายๆครั้ง โดยไม่ยอมให้ฟิลเลอร์เก่าสลายไปหมดก่อน อาจจะทำให้จมูกดูบวมๆ ไม่ได้รูปทรงที่ต้องการ
  8. ตาบอด อันนี้สาหัสสุด มักเกิดจากการฉีดเสริมจมูกอย่างผิดวิธีทำให้อนุภาคของสารเติมเต็มหลุดเข้าไป อุดตันเส้นเลือดที่ดวงตา ซึ่งเราคงเคยได้ข่าวมาบ้างแล้วในเมืองไทย

สรุปนะครับ หัวใจสำคัญที่ต้องคำนึงก่อนการฉีดฟิลเลอร์ ควรมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบมี 3 ประการ

  1. สารที่ฉีด ต้องแน่ใจว่าเป็นฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ใช่สารอื่นที่หลอกว่าเป็นฟิลเลอร์ หรือเป็นฟิลเลอร์ราคาถูกที่มีขายตามเวปไซด์หรือนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย เพราะเสี่ยงที่จะเป็นฟิลเลอร์ปลอม หมดอายุ ไม่ได้คุณภาพ และดูภายนอกอาจจะไม่แตกต่าง ต้องอาศัยความเขี่ยวขาญและความน่าเชื่อถืออื่นๆมาประกอบกัน
  2. แพทย์ที่ฉีด เพราะการฉีดฟิลเลอร์จำเป็นอย่างมากที่แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ทางกายวิภาคอย่างเชี่ยวชาญ มีเทคนิคการฉีดต้องถูกต้องเหมาะสม มีการประเมินรูปร่างว่าบริเวณใดต้องฉีด มากน้อยเพียงใด และฉีดสารในชั้นผิวหนังที่ถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม
  3. เพราะเมื่อฉีดสารเข้าไปย่อมมีโอกาสเสี่ยงในการที่จะไปโดนเส้นเลือดหรือ บริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ นำมาซึ่งอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตหรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้
  4. สถานที่ฉีด ต้องฉีดในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย มีเครื่องมือช่วยชีวิตยามฉุกเฉิน

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน หลังการ สลายได้มั้ย หลังฉีดควรปฏิบัติตัวอย่างไร 

– สาร HA อยุ่ได้นานประมาณ 4-12 เดือน แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดย่อยๆ ของสาร HA โดยพบว่าตัวที่มีโมเลกุลใหญ่ จำนวน Cross-Link ของสาร HA สูง ก็จะอยู่นานกว่าแต่เต็มที่ ส่วนใหญ่ไม่เกินนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อดี เพราะเมื่อไม่พอใจ ก็จะสลายไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปแก้ไขหรืออย่างมาก
– ถ้าฟิลเลอร์เป็นสารไฮยา-HA สามารถฉีดให้สลายได้เห็นผลทันทีหลังทำ โดยตัวยา Hyaluronidase แต่ถ้าเป็น ฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านอย. นอกจากซิลิโคนเหลว ยังมี Radiesse ( calcium hydroxlapatite),Sculptra ( poly-L-lactic acid),Artefill , Aquamid,Aqualift,Aquaderm ฯลฯ  ฯลฯ พวกนี้ฉีดสลายไม่ได้ ต้องขูดออกอย่างเดียว จำง่ายๆ
– ถ้าเจอใครบอกว่าฉีดฟิลเลอร์ อยู่ได้หลายปี นะครับ ท่านฟันธงได้เลยว่าสารฟิลเลอร์พวกนี้ ไม่ผ่านอย.และฉีดสลายให้หมดไปไม่ได้ นอกจากนี้ ยังจะมีโอกาสเกิด granuloma( เนื้อเยื่องอกผิดปกติใต้ผิวหนัง) ถึง 30 เปอร์เซนต์ เมื่อเกิดแล้ว จะเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ ดูไม่สวย และแก้ไขไม่ได้นะคับ

หลังการ ฉีด Filler ควรปฏิบัติตัวอย่างไร 

  1. ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง
  2. ข้อห้ามภายใน 2 วันควรเลี่ยงยาหรือสารที่อาจจะมีผลต่อการฟกช้ำได้ง่าย เช่นยากลุ่ม Aspirin,ยาแก้ปวดข้อบางชนิด เช่น Brufen,Voltaren วิตามินอี หรืออัลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชม การออกกำลังกาย การเข้าซาวน่า
  3. ข้อห้ามภายใน 2 อาทิตย์ โดนความร้อน หรือ ทำเลเซอร์ ทรีทเม้นท์ ที่มีความร้อน เช่น RF ยกกระชับ ทำ IPL ทำ Fractional Laser Co2 กรอผิว ทำ AHA ลอกหน้า เป็นต้น ตลอดจนการใช้ไดร์เป่าผม เข้าซาวน่า อบไอน้ำ เพราะความร้อนจะทำให้ Filler (ฟิลเลอร์) สลายเร็วขึ้น
  4. ทานน้ำเยอะเยอะ วันละ 2 ลิตรได้ยิ่งดีเพราะจะช่วยให้ Filler (ฟิลเลอร์) คงสภาพได้นานขึ้นเพราะฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดี ถ้าหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ได้ก็จะดีมาก

Posted on 2 Comments

โบท็อกซ์ : ดื้อยาได้ แต่ละยี่ห้อผลแตกต่างกัน ฉีดแล้วต้องระวังอะไร ห้ามทานยาอะไร ไม่พอใจ สลายได้มั้ย ใครไม่ควรฉีด ฯลฯ

การอบซาวน่า ไดร์สผม ดื่มอัลกอฮอล์ หรือ รับประทานของร้อนๆ มีผลต่อโบทอกซ์ที่ฉีดหรือไม่

ตอบ : ไม่มีผลต่อฤทธิ์ของโบทอกซ์ เพราะโบทอกซ์หลังฉีด ตัวยาโบทอกซ์ จะไปออกฤทธิ์ยับยั้งการสื่อสารระหว่างเซลประสาทและกล้ามเนื้อในเวลาไม่กี่นาทีกล้ามเนื้อจะขาดการรับรู้การเซลล์ประสาทในทันทีหลังฉีด ดังนั้นการที่แนะนำให้เลี่ยงหรืองดการอบซาวน่า การดื่มอัลอกฮอล์ หรือรับประทานอาหารร้อนๆ ไม่ได้ทำให้โบทอกซ์ออกฤทธิ์สั้นลง หรืออยู่ไม่นาน ที่ให้เลื่ยงพฤติกรรมบางอย่างหลังฉีด 4 ชั่วโมง ก็เพียงเพื่อป้องกันการฟกช้ำได้ง่าย(Bruise) จากเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวจากอัลกอฮอล์ หรือความร้อนต่างหาก แต่ไม่ได้มีผลทำให้ฤทธิ์ของโบทอกซ์ลดลงจากเดิมแต่อย่างใด

ข่าวดีเอสไอบุกยึดโบท็อกซ์ปลอมมูลค่า 6 ล้าน http://www.dailynews.co.th/crime/203587

โบทอกซ์แต่ละยี่ห้อ ให้ผลแตกต่างกันมั้ย

ตอบ: แตกต่างกันอย่างแน่นอน แม้ว่าตัวยาที่ใช้ คือ Botulinum toxin type A เหมือนกัน มีกลไกในการออกฤทธิ์เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างเกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1. Protein load ทำหน้าที่คล้ายเป็นตัวห่อหุ้มตัวยาไว้ เพื่อให้ยาคงสภาพออกฤทธิ์ได้นานตามต้องการ แต่พบว่าแต่ละยี่ห้อ มีกลไกการผลิตต่างกัน ซึ่งพบว่าตัวนี้มีผลอย่างมากต่อการออกฤทธิ์ของโบทอกซ์ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ และระยะเวลา โดยพบว่า ประสิทธิภาพของ Protein load ของยี่ห้อทางอเมริกา และอังกฤษ จะป้องกันคุณภาพยาได้ดีกว่า ของเกาหลี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ โบทอกซ์เกาหลี หรือจีน ออกฤทธิ์ได้เพียง 2-3 เดือน ขณะที่โบทอกซ์อเมริกา อังกฤต จะอยู่ได้ 6-8 เดือน
2. อัตราการดื้อยา เกิดจาก Protein load ที่ไม่บริสุทธิ์ ผลิตแบบลดต้นทุน ที่พบได้ในโบทอกซ์ราคาถูกผิดปกติ ทำให้ร่างกายออกฤทธิ์ต้านหรือสร้างแอนตี้บอดี้ ต่อโบทอกซ์ได้ ซึ่งปัจจุบันพบปัญหาดื้อยามากขึ้น เนื่องจากตลาดแข่งขันด้านราคากันมาก ทำให้เกิดการลดต้นทุนด้วยยาเลียนแบบ หรือยาปลอม
3. ยูนิตของโบทอกซ์ของแต่ละยี่ห้อ ก็ออกฤทธิ์ได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่จะบอกว่าใช้จำนวนยูนิตเท่าไหร่ ยิ่งเยอะยิ่งดี คงไม่ถูกต้องนัก ต้องดูว่าใช้ยี่ห้ออะไร ได้มาตรฐานสากลหรือไม่ FDA รับรองผลแค่ไหน ดังนั้นไม่ควรเอาราคามาเป็นโจทย์ในการเลือกฉีดโบทอกซ์ ควรจะเอายี่ห้อที่ฉีดเป็นโจทย์หลัก  แล้วค่อยว่ากันถึงปริมาณยูนิตที่ฉีดเป็นปัจจัยถัดมา นอกเหนือจากประสบการณ์ของแพทย์ที่ฉีด 
สังเกตง่ายๆ ก็คือ ถ้าราคาถูกผิดปกติ ให้คิดว่า อาจจะไม่ใช่ของแท้ เพราะนอกจากจะได้ผลไม่ชัดเจน อยู่ได้ไม่นานแล้ว ความไม่บริสุทธิ์ของตัวยา อาจจะมีผลทำให้เกิดการดื้อต่อโบทอกซ์ในอนาคตได้ง่าย

ถ้าจะถามว่าโบท็อกซ์ (Botox) แบรนด์ไหนดีกว่ากัน? คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับวัตุถุประสงค์ในการใช้ และงบประมาณของคนไข้ แบรนด์ที่ดีที่สุดอย่าง Allergen ของแท้จากอเมริกา ย่อมมีราคาที่สูงกว่าทุกแบรนด์ เพราะผลลัพธ์ที่ได้ก็ดีที่สุด อยู่ได้นานสุด รองมาก็จะเป็น Dysport ของ อังกฤษ และ Xeomin เยอรมัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้บริการต้องเลือกใช้คลินิกที่มีคุณภาพ ใช้ของแท้ ไม่ใช้ของปลอม เนื่องจากมีคนหิ้วขายอยู่เต็มไปหมด และที่สำคัญต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ หากไม่มีความชำนาญแล้วบังเอิญฉีดไม่ตรงจุด แล้วผลที่ได้ราคาที่จ่ายไปก็อาจจะไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้

โบทอกซ์เหมาขวดกับฉีดตามปริมาณยูนิต อย่างไหนดีกว่ากัน

ตอบ: ถ้าเหมาขวด ถูกกว่า ก้ควรจะซื้อเหมาขวด แต่ต้องฉีดให้หมดภายในวันนั้น ไม่ควรจะเก็บฝากไว้ เพราะ ปกติเวลาโบทอกซ์ผสมแล้ว ควรจะใช้ให้หมดใน 1 อาทิตย์ ฤทธิ์โบทอกซ์จะคงสภาพได้เกือบ 100% แต่ถ้าผสมทิ้งไว้เกิน 1 เดือน ฤทธิ์โบทอกซ์จะลดลงไม่ถึง 80% ดังนั้นบางคลินิก หรือบางที่เช่นหมอกระเป๋าทั้งหลาย จึงจะนิยมบอกให้คนไข้เหมาขวด เพราะถ้าฉีดไม่หมดและทิ้งไว้นาน จะเหมือนฉีดน้ำเปล่าให้ เค้าต้องทิ้ง จึงมีต้นทุนสูง บางที่มีเทคนิคว่าเหมาขวดจะถูกกว่า แล้วเก็บไว้ฉีดเมื่อไหร่ก็ได้จึงไม่เป็นความจริง เป็นการล่อหลอกให้จ่ายเงินไว้ล่วงหน้า ซึ่งจริงๆแล้ว โบทอกซ์ที่เหลือของเรา เค้าก็เอาไปฉีดคนอื่น แล้วเอาของคนอื่นมาฉีดให้เรา ดังนั้นการฉีดโบทอกซ์ถ้าจะเหมาขวด ต้องฉีดให้เราเห็นว่าใช้หมดขวดจริงๆ ไม่มีเก็บไว้คราวต่อไป หรือถ้าจะฉีดก็ควรคิดราคา ตามปริมาณยูนิตที่ฉีดเป็นครั้งๆ ไป

ฉีดโบปริมาณซีซีเยอะๆ หรือยูนิตเยอะๆ ได้ผลดีกว่า อยู่นานกว่ามั้ย

ตอบ: ไม่จริง แม้ว่าฤทธิ์โบทอกซ์ขึ้นอยู่กับ ฉีดยี่ห้อไหน ปริมาณยูนิตของยี่ห้อนั้น เท่าไหร่ แต่ต้องทราบว่า แต่ละยี่ห้อ ประสิทธิภาพต่อ 1 ยูนิต จะไม่เท่ากัน เช่น 1 Unit Allergan เทียบเท่า 2.5 Units Dysprot เป็นต้น
ส่วนปริมาณซีซี ไม่บ่งบอกอะไร เพราะปกติโบทอกซ์ 1 ขวด จะบรรจุในรูปของยาผงหรือ Dry Power แล้วค่อยนำมาผสมกับน้ำเกลือสะอาด (normal saline) 1-4 ซีซีต่อ 100 ยูนิต ดังนั้นการดูซีซีของการฉีดโบทอกซ์ไม่ได้บ่งบอกอะไร ต้องดูว่าการผสมนั้นผสมแบบไหน ถ้าผสมแบบ 1 ซีซี ก็เท่ากับ 10 Unit/0.1 CC ( ที่อเมริกามักจะใช้สูตรนี้) หรือ ถ้าผสม 4 ซีซี ก็จะเท่ากับ 4 ยูนิต/0.1 ซีซี (ในเมืองไทยมักจะผสมสูตรนี้) ดังนั้นถ้าเอาปริมาณซีซีที่ฉีด ว่าฉีดเท่านั้นเท่านี้ซีซี ไม่บ่งบอกอะไร

ฉีดโบ ไม่พอใจ ทำไง สลายได้มั้ย

ตอบ: สลายไม่ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใด ต้องรอให้ยาหมดฤทธิ์เอง ใน 3-4 เดือน บางคนไปฉีดโบทอกซ์กับคนที่ไม่ใช่แพทย์ที่มีประสบการณ์โดยตรง หรือกับบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น คนรู้จัก หรือพยาบาล และเกิดผลข้างเคียง เพราะคิดว่าใครๆ ก็ฉีดกันได้ เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
– แพทย์ที่จะฉีดโบทอกซ์แล้วผลออกมาดี และไม่มีผลข้างเคียง ต้องมีความรู้ความชำนาญในสรีระ และกล้ามเนื้อทุกมัดที่จะฉีด เพราะกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่ใบหน้า สานทอกันเป็นร่างแห และมีกลไกการทำงานแตกต่างกัน การฉีดผิดตำแหน่ง หรือไปทำบางตำแหน่งที่ห้ามฉีด ก็อาจจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น
– ฉีดรอยย่นหน้าผาก ถ้าฉีดต่ำใกล้คิ้วมากเกินไป ก็อาจจะเกิดหนังตาตก ลืมตาไม่ขึ้น
– ฉีดลดกราม ซึ่งจริงๆ ต้องฉีดที่กล้ามเนื้อ Masetter (กราม) แต่กลับไปฉีดตื้นเกินไป หรือใกล้มุมปากมากเกินไป ยาจึงไปมีผลต่อกล้ามเนื้อ Risorius ที่ควบคุมเกี่ยวกับการยิ้ม ทำให้ยิ้มไม่ได้ หรือยิ้มแล้วมุมปากยกไม่เท่ากัน
– ฉีดโหนกแก้ม ร่องแก้ม เป็นบริเวณที่ไม่ควรฉีดโบทอกซ์ ก็ไปฉีดโบทอกซ์ปูพรมไปทั้งหน้า เพราะคิดว่าคงจะช่วยยกกระชับใบหน้าได้ กลับยิ่งทำให้หน้าหย่อนคล้อยได้มากขึ้น
– เมื่อเกิดผลข้างเคียงดังกล่าว ก็อยากจะทำให้โบทอกซ์สลายเร็ว เพื่อจะได้แก้ปัญหาดังกล่าว โดยคิดว่าคงมีวิธีที่จะทำให้โบทอกซ์สลายไปเร็วขึ้น เช่น ไปอบซาวน่า ไปทำ RF ทำไอออนโต หรือทำเลเซอร์ เพื่อสลาย ขอบอกเลยว่าไม่สามารถช่วยได้แม้แต่น้อย เพราะโบทอกซ์เมื่อฉีดไปแล้วไม่กี่นาที . ตัวยาไปจะจับกับ Recepetor แล้ว พร้อมจะออกฤทธิ์ และไม่สามารถจะทำให้การจับกับ Receptorคลายออกได้ ดังนั้นต้องรอให้โบทอกซ์ค่อยๆ คลายฤทธิ์ไปเองตามธรรมชาติของตัวยา ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือน อาการหรือผลข้างเคียงดังกล่าวจึงจะค่อย ๆ หายไป

ยาบางตัวมีผลต่อโบทอกซ์หรือไม่

ตอบ : ใช่ครับ แม้ว่าปกติตัวยาโบทอกซ์ค่อนข้างจะปลอดภัยสูง แต่ก็มียาบางตัวมีผลต่อโบทอกซ์ ส่วนตัวยาอะไรบ้างที่มีผลต่อโบทอกซ์ ยังไม่มีข้อห้ามที่ชัดเจน แต่ควรระวังในกลุ่มยาเหล่านี้

  1. ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Aminoglycosides เป็นกลุ่มของยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียยากลุ่มนี้ได้แก่  ยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ของอะมิโนไกลโคไซด์คือการไปเชื่อมต่อกับไรโบโซม (ribosome) 30เอส ของแบคทีเรียทำให้เกิดความผิดพลาดในการอ่านรหัส ที-อาร์เอ็นเอ (t-RNA) และแบคทีเรียไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนเพื่อการเจริญเติบโตได้ ยกตัวอย่างเช่น  อะมิกาซิน (amikacin),เจนตามิซิน (gentamicin),กานาไมซิน (kanamycin),นีโอไมซิน (neomycin),เนติลมิซิน (netilmicin)พาโรโมไมซิน (paromomycin),สเตรปโตไมซิน(streptomycin),โตบราไมซิน (tobramycin),ยาที่สกัดจากเชื่อราสเตรปโตไมซีส (Streptomyces) จะมีคำลงท้ายว่า -ไมซิน (-mycin) ยาที่สกัดจากเชื่อราไมโครโมโนสปอรา (micromonospora) จะมีคำลงท้ายว่า -มิซิน (-micin)  เพราะอาจจะมีทำให้ฤทธิ์โบทอกซ์ลดลงได้
  2. ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด  เช่น กลุ่มยา Aspirin หรือยารักษาอาการปวดข้อ เช่น Brufen หรือยาสลายลิ่มเลือดบางตัว เช่น Coumadin  หรือวิตามินอี วิตามินซี อาจจะมีผลทำให้เกิดรอยฟกช้ำได้ง่าย เพราะยากลุ่มเหล่านี้ ทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้ากว่าปกติ เมื่อก่อนฉีดโบทอกซ์ จึงควรจะหยุดยาซัก 2-3 วันและหลังฉีดอีก 2-3 วัน เพียงเพื่อป้องกันการฟกช้ำ รอยเขียวช้ำได้ง่าย ตามรอยเข็มที่ฉีดเท่านั้น  ส่วน ยารักษาสิว เช่น โรแอคคิวเทรน หรือยาแก้อักเสบตัวอื่นๆ หรือยานอกเหนือจากที่กล่าวในข้อ 1-2 จะมีผลหรือไม่ ต้องหยุดหรือไม่ หรือหลังฉีดมีข้อห้ามอะไรหรือเปล่า จริงๆ ยานอกเหนือจากนี้ ไม่มีผลต่อฤทธิ์ของโบทอกซ์เลยหรือยังไม่มีรายงานข้อควรระวัง

การฉีดโบทอกซ์ มีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่

ตอบ :ยังไม่มีรายงานชัดเจนว่ามีผลต่อทารกในครรภ์ แต่แค่เตือนว่า ไม่ควรฉีด ถ้ารู้ว่าตั้งครรภ์ หรือมีการวางแผนว่าจะตั้งครรภ์ แม้จะมีการถกเถียงกันมากว่า โบทอกซ์มีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่ หรือเมื่อฉีดโบทอกซ์ไปแล้ว เกิดตั้งครรภ์แบบไม่ตั้งใจ จะมีผลต่อทารกหรือไม่อย่างไร ขอชี้แจงดังนี้ว่า
-เคยมีแต่บางรายงาน ว่ามีการฉีดโบทอกซ์ในสัตว์ทดลองแล้วมีผลต่อทารกในครรภ์ แต่ในมนุษย์ยังไม่มีรายงาน เพราะปกติสตรีมีครรภ์ ไม่ควรจะฉีดอยู่แล้ว หลักสากลก็คือ สูติแพทย์จะแนะนำให้สตรีมีครรภ์ ควรจะรับประทานยาเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการทำทรีทเม้นต์ต่างๆ ยกเว้น กรณีฉุกเฉิน และเสี่ยงต่อสุขภาพของมารดา ก็อาจจะพิจารณาทำการรักษาได้ เคยมีคนไข้ที่ตั้งครรภ์ในเมืองนอก แล้วมีปัญหากล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ กระตุก หรือไมเกรนอย่างหนัก แพทย์บางท่านก็ยังพิจารณาฉีดโบทอกซ์ให้ เพื่อทำการรักษา ทารกก็คลอดออกมาปกติ
– จากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่ผ่านการฉีดโบทอกซ์มา 20 กว่าปี ฉีดคนไข้หลายพันคน เคยมีเช่นกัน ที่คนไข้ฉีดโบทอกซ์ไปแล้ว เกิดตั้งครรภ์ ขึ้นมา แล้วมาปรึกษา ก็ได้ให้คำแนะนำไป และทารกทุกราย (มีบันทึกประมาณ 17 ราย) ก็คลอดปกติ แต่ถ้าต้องการจะตั้งครรภ์ หรือกำลังตั้งครรภ์ ผู้เขียนก็ไม่ฉีดโบทอกซ์ให้อยู่แล้วเพราะเป็นหลักสากลที่เราไม่ควรจะทำ
– ส่วนกรณีที่คลอดบุตร และกำลังให้นมบุตร ก็ไม่มีหลักฐานว่าตัวยาโบทอกซ์จะผ่านทางน้ำนม ดังนั้นในผุ้ที่ให้นมบุตร และต้องการฉีดโบทอกซ์ ไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามเช่นกัน

คนที่ไม่สามารถในการฉีดโบทอกซ์ได้ คือกลุ่มไหน

ข้อห้ามในการฉีดโบทอกซ์ จริงๆ มีอะไรบ้าง
-มีนะครับ ดังนี้
1. คนที่แพ้สาร Botulinum Toxin Type A
2. ไม่ควรจะฉีดโบทอกซ์ในบริเวณที่มีแผลหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ในบริเวณที่ต้องการจะฉีดโบทอกซ์
–  นอกนั้นมีแค่ควรเลี่ยงหรือระมัดระวัง ในกลุ่มที่มีปัญหาเหล่านี้
1.กล้ามเนื้อและเส้นประสาทผิดปกติ ( Neuromuscular disorder)
2. กระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน กลั้นปัสสาวะไม่ได้( Urinary retention)

Posted on

กำจัดขนถาวร ทุกจุด รักษาขนคุด ด้วยเลเซอร์กำจัดขน กระชับผิวหน้า รุ่นล่าสุด : Gentle YaG Pro

กำจัดขนด้วยเลเซอร์ ได้ผลดีสุด เร็วสุด อยู่นานสุด

กำจัดขนถาวรได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะทำให้ผิวหน้า ผิวกาย เกลี้ยงเกลา เนียนใส ไม่มีขนดกดำ มาให้รำคาญ หรือเป็นภาระในการต้องโกน ถอน หรือแวกซ์กันบ่อยๆ
การกำจัดขนด้วยเลเซอร์ จัดเป็นการกำจัดขนที่ได้ผลดีสุด ไวสุดและสามารถกำจัดขนได้คราวละมากๆ ไม่เสียเวลาในการทำ ไม่สร้างความเจ็บปวด สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยทุกตำแหน่งที่มีขนที่คุณไม่ต้องการ โดย พบว่า เลเซอร์ในการกำจัดขนมีหลายขนิด เช่น Ruby Laser,Alexandriteหรือ Diode Laser ,Long Pulse Nd:YAG Laser ,Q-Switched Ng:YAGเป็นต้น โดยพบว่า Long Pulse Nd:YAG Laser Z(Gentle YaG) ถือเป็นเลเซอร์ตัวที่ได้รับความนิยมสูง ได้ผลดี ปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย และเหมาะกับผิวเอเชีย หรือคนสีผิวคล้ำมากที่สุด เมื่อเทียบกับเลเซอร์ชนิดอื่นๆ จัดเป็น Gold Standard สำหรับการกำจัดขนที่ FDA ของไทยและอเมริกา รับรองผล

ทำไม Long Pulse Nd:YAG Laser (Gentle YaG)จึงกำจัดขนได้ดีที่สุด

– เพราะเป็นเลเซอร์ที่มีความยาวช่วงคลื่นสูงสุด คือ 1064 nm จึงเหมาะกับทุกสภาพสีผิว ซึ่งแตกต่างจาก Ruby Laser,Alexandriteหรือ Diode Laser หรือ IPL ที่ไม่เหมาะกับคนสีผิวคล้ำหรือผิวเอเชีย เพราะจะเกิดรอยไหม้ รอยดำหลังทำไ้ด้ง่าย แต่ช่วงคลื่น 1064 nm จะไม่เกิดผลดังกล่าว พลังงานช่วงคลื่น 1064 nm จะลงไปยังผิวได้ลึกสุดเมื่อเทียบกับเลเซอร์ยี่ห้ออื่นๆ  จึงสามารถเผาผลาญและทำลายรากขนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของเส้นขนได้ดีที่สุด  เพราะมีความโดดเด่น  ตรงที่เครื่องจะปล่อยพลังงานได้สูงถึง 600J/ตารางเซนติเมตร ขณะที่ยี่ห้ออื่นๆ ปรับได้มากสุดเพียงแค่ 100 J/ตารางเซนติเมตร นอกจากนี้ Gentle YAG ยังมีหัวยิงหลายขนาด เพื่อให้เลือกในการกำจัดขนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ มี ระบบป้องกันผิวชั้นบนที่ดี โดยใช้ระบบการพ่นความเย็นแบบละเอียดจากหัวเลเซอร์( DCD dynamic cooling device ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของบริษัทcandela USA) ซึ่งเป็นระบบพ่นสเปรย์ให้ความเย็นก่อนการยิงเลเซอร์ จึงไม่เกิดปัญหาผิวไหม้หลังจากการยิงเลเซอร์ 
Gentle Yag Pro  ต่างจาก Gentle Yag รุ่นเดิมอย่างไร
-Gentle Yag Pro  คือเลเซอร์กำจัดขนรุ่นล่าสุด ที่พัฒนามาจาก Gentle Yag รุ่นก่อน ผลิตและจำหน่ายโดย บริษัทเดียวกันคือ บริษัท Candela จึงมีคุณสมบัติเหมือนกับ Gentle Yag แบบเดิมทุกประการ แต่ปรับปรุงรายละเอียด ข้อยุ่งยากในเรื่องการใช้งานให้เหมาะสมและสะดวกมากขึ้น ปรับเปลี่ยนพลังงานและหัวยิงที่ใหญ่กว่า จึงให้พลังงานได้ลึกกว่า ยิงได้ไวกว่า ใช้งานสะดวกขึ้น ปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้ง่ายขึ้น พลังงานที่ยิงแต่ละครั้งคงที่มากขึ้น มีการปรับลักษณะลำแสงให้สม่ำเสมอ ทำให้เจ็บน้อยลง กว่า Gentle YaG รุ่นเดิม

GentleYAG®นอกจากจะนำมากำจัดขนแล้ว ยังสามารถรักษาอะไรได้บ้าง?

องค์การอาหารและยา แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) ให้การรับรองว่า GentleYAG นอกจากจะนำมากำจัดขนถาวรแล้ว ยังสามารถนำทำการรักษา
1. ริ้วรอยเหี่ยวย่น (Wrinkles
2. ยกกระชับหน้า (Tightening)
3. กระชับรูขุมขน (Large pores)
4. กำจัดขนคุด(Keratosis Pilaris)
5. รักษาเส้นเลือดขอด (Leg Vein) ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 มม. ตามใบหน้าและร่างกาย
6. ขอบตาคล้ำจากเส้นเลือดดำ(vein)

GentleYAG® ช่วยยกระชับหน้าได้เทียบเท่า Thermage แต่ราคาถูกกว่ามาก
– ได้มีการวิจัย โดย Dr. Mark Taylor แพทย์ผิวหนังจากประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2005 เปรียบเทียบผลการรักษา ระหว่าง การลดริ้วรอยและยกกระชับผิวหน้าด้วย Gentle YAG เทียบกับThermage พบว่า Gentle YAG สามารถลดริ้วรอยและยกกระชับผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลเป็นที่น่าพอใจใกล้เคียงหรือดีกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับหน้าอีกด้านที่ใช้ Thermage รักษาในผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัย สำคัญราคาถูกกว่าการทำ Thermage หลายสิบเท่า

ขั้นตอนการกำจัดขนด้วยเลเซอร์

การเตรียมตัวก่อนกำจัดขน
– กำจัดขนด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นวิธีการโกน การถอน ทาครีม ใช้แว็กซ์ แล้วปล่อยให้ขนขึ้นประมาณ 2-3 มม.ไม่สั้นเกินไป เดี๋ยวจะไม่ได้ผล เพราะเลเซอร์ต้องอาศัยเส้นขน นำพลังงานเลเซอร์ไปที่ต่อมขน แต่ถ้าปล่อยให้ยาวเกินไป อาจจะทำให้ช่วงที่ทำ ขนจะไหม้และหดตัวไปลวกผิวหนังข้างเคียงได้
ระยะเวลาและความถี่ในการทำ
– ระยะเวลาขึ้นอยู่กับพื้นที่หรือบริเวณที่ทำ ปกติขนจะหลุดออกทันทีหลังทำ หรืออาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ ควรจะซ้ำอีกภายใน 4– 8 สัปดาห์ หลังการยิงเลเซอร์แต่ละครั้ง เส้นขนจะมีขนาดเล็กลงและลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนหมดไปในที่สุด
ทำไมถึงกำจัดได้ถาวร
– เพราะเลเซอร์จะทำให้รบกวนการเจริญเติบโตของเส้นขน  เส้นขนอาจกลับมางอกใหม่แต่เส้นขนจะบางลง เส้นเล็กลง และงอกช้าลงมาก จนจะค่อยๆ บางลงและหมดไปในที่สุด ทำซ้ำ 4-5 ครั้ง พบว่าเส้นขนจะไม่กลับมางอกใหม่ได้เป็นปีๆ
การดูแลหลังกำจัดขน
หลังการรักษาผิวหนังบริเวณที่ทำจะมีอาการบวมแดงเล็กน้อย โดยเฉพาะบริเวณรอบรูขุมขน อาการดังกล่าวจะหายไปเองเพียงชั่วข้ามคืน เพราะเป็นผลข้างเคียงชั่วคราวเท่านั้น ควรดูแลดังนี้
1.ใช้น้ำแข็งหรือถุงเย็นประคบบ่อย ๆ ในวันที่ทำเพื่อลดอาการบวม
2. ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดบริเวณกำจัดขนถาวร
3. งดใช้เครื่องสำอางบริเวณที่กำจัดขน ประมาณ 1 – 2 วัน
4. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด ประมาณ 1 เดือน
5. หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในสระน้ำหรือในทะเล ประมาณ 3 วัน

Posted on

กำจัดขนถาวร (Hair removal) มีหลายวิธี เลือกแบบไหน ไม่เจ็บ ปลอดภัย อยู่ได้นาน

กำจัดขนถาวรมีกี่วิธี

ขน เป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่ต้องการให้มี ทำให้มีวิธีการกำจัดขน ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว ซึ่งวิธีการดั้งเดิม ได้แก่ การถอนขน การแวกซ์ขน การโกนขน การโกรกสีขน แต่ก็ไม่ถาวรในเวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ก็จะมีขนงอกมาได้อีก ซึ่งเราจัดอยู่ในการกำจัดขนชั่วคราว การกำจัดขนที่เข้าข่ายกำจัดขนถาวรหรือกึ่งถาวร วิธีการกำจัดขนในปัจจุบัน มีอยู่ไม่กี่วิธีที่ได้ผล แบ่งตามความสามารถในการกำจัดขนโดยดูจำนวนขนที่งอกใหม่ต่อจำนวนเส้นขนเดิม จากได้ผลน้อยสุดไปมากสุด ได้ดังนี้
1. การกำจัดขนด้วยวิธีจี้ด้วยไฟฟ้า ที่เรียกว่า Epilations  คือ การปล่อยคลื่น microwave ไปตามแนวเส้นขน เพื่อทำลายเซลล์สร้างขน ทีละเส้น โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. ใช้เครื่องมือ ที่เรียกว่า Epiltron ซึ่งมีลักษณะเป็นครีม หนีบกับเส้นขนทีละเส้น แล้วปล่อยคลื่น mirowave ช่วงสั้น
2. พลังงานที่กักเก็บไว้ ได้แปรสภาพเป็นพลังงานความร้อน ทำให้ เซลล์ขน ถูกทำลาย
3. หลังจากนั้น วงจรในการเติบโตของเส้นขน จะหยุดชะงัก และวงจรการสร้างขนใหม่ถูกรบกวน ทำให้ขนไม่งอกขึ้นมาใหม่ได้
วิธีนี้มักจะเจอในร้านเสริมสวยสมัยก่อน ซึ่งค่อนข้างเสียเวลา เนื่องจากต้องใช้ครีมคีบขนทีละเส้น ซึ่งเสียเวลาค่อนข้างมาก ปัจจุบันไม่เป็นที่นิม เพราะเจ็บด้วย

 2. การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL  เทคนิคในการกำจัดขนด้วย IPL ก็คือ การปล่อยคลื่นความถี่ของแสง เช่น 765 nm ซึ่งช่วงคลื่นดังกล่าวจะไปจับเฉพาะสีดำของแกนผม และจะไปปล่อยพลังงานและทำลายเซลล์ที่ทำให้ขนเจริญเติบโต( germinated cells) บริเวณกระเปาะผม ทำให้ไม่สามารถทำให้ขนใหม่เกิดได้ โดยช่วงแรกๆ จะเห็นว่าขนจะขึ้นช้าลง เส้นเล็กลง แล้วค่อยๆ ลดลง แต่ได้ผลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของขนแต่ละที่ โดยคำนึงถึง ขนาด สีขน และความลึกของรากขน

– ข้อดีในการกำจัดขนด้วยวิธีนี้ ก็คือเจ็บน้อยกว่าการจี้ด้วยไฟฟ้า ในข้อที่ 1 ใช้เวลาทำน้อยกว่า แบบแรก
–ข้อเสีย : จะได้ผลเฉพาะขนที่เส้นใหญ่ สีดำเข้ม ไม่หนามาก  และไม่เหมาะกับคนสีผิวเข้ม เพราะอาจจะเกิดรอยดำ หรือรอยไหม้ได้ง่าย และต้องทำหลายครั้ง และขน ก็ไม่หมด 100%

3. การกำจัดขนถาวรด้วยเลเซอร์  เป็นการกำจัดขนถาวร ที่ถือว่าเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะได้ผลดีสุด เห็นผลทันทีหลังทำ ปกติมักจะทำต่อเนื่องทุกเดือน ประมาณ 3-5 ครั้งแล้วแต่บริเวณ และขนดกดำมากน้อยแค่ไหน และอยู่ได้นานเป็นปี
ลเซอร์ที่ใช้ก็มีหลายรุ่น เช่น Alexandrite laser 755 nm, Ruby laser 694 nm ,Diode laser Diode 800-810 nm, 940 nm, 1,064-1,350 nm , Long Pulse Nd:YAG Laser 1064 nm (Gentle YAG,Gentle YAG MAX PRO ),Q-Switched Nd:YAG  1064 nm (เช่น Medlilte C-6 ,Revlite Laser ) ซึ่งเลเซอร์ 2 ชนิดหลัง ถือว่าเป็นเลเซอร์ที่กำจัดขนได้ดีสุดในปัจจุบัน โดยพบว่า Long Pulse Nd:YAG Laser (Gentle YAG) เหมาะกับขนเส้นใหญ่ สีดำ เช่น หนวด เครา ขนรักแร้ ขนหน้าแข้ง ฯลฯ ส่วน Q-Switched Nd:YAG (Revlite laser) 1064 nm เหมาะกับขนอ่อน สีไม่เข้มมากนัก เช่น ขนอ่อนบริเวณใบหน้า
แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า การกำจัดขนแม้จะกำจัดได้ 100% แต่ไม่ถาวร เพียงชะลอการงอกใหม่ของเส้นขน ได้ไปเป็นปีๆ เท่านั้น

Posted on

วิตามินกันแดด ( Sun Vitamins) : รับประทานกันแดดเผา เอาไม่อยู่กับครีมกันแดด

แสงแดด ปัจจุบันนี้ได้มีการศึกษาและวิจัยแล้วว่า นอกจากจะมีข้อดีต่อการสังเคราะห์วิตามินต่างๆ ในร่างกายแล้ว ก็ยังมีข้อเสียเช่นกันสำหรับผิวพรรณ เพราะการตากแดดบ่อยๆ โดยไม่ป้องกัน ทาครีมกันแดด..จะทำให้เกิดปัญหาผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น หน้าหมองคล้ำหรือผิวไหม้แดด เกิดภาวะผิวเสื่อมมีเส้นเลือดขยายตัวเป็นรอยแดง ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น อาจจะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ฝ้า กระ ตามมาได้
การทาครีมกันแดด ถึือว่าจำเป็น แต่ในบางสภาวะ ที่ต้องตากแดดนานๆ จนครีมกันแดดเอาไม่อยู่ หลุดออก เพราะเหงื่อ หรือในบริเวณที่ครีมกันแดด ทาไม่ถึง เช่นที่หลัง อาจจะมีปัญหาได้
 วิตามินกันแดด ( Sun Vitamins) ปัจจุบันได้มีการค้นคว้าวิจัย วิตามินแบบรับประทานเพื่อป้องกันแสงแดดออกมาด้วย ที่เรียกว่า Systemic Sunscreen ออกมาจำหน่ายกันแล้วนะครับ เพื่อจะป้องกันผิวทั่วตัว โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการทาครีมกันแดดให้วุ่นวาย เหนอะหนะ 
สกัดจากไหน มีสรรพคุณอย่างไร
สกัดจากใบเฟิร์นชนิดหนึ่งในแถบอเมริกาใต้ ที่ชื่อว่า Polypodium Leucomotos ( PLE) โดยมีสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติเป็นแอนตี้ออกซิแดนซ์ในการป้องกัน อนุมูลอิสระมิให้ถูกทำลายจากรังสียูวี ซึ่งพบว่าได้ผลดีกว่าสารแอนตี้ออกซิแดนซ์เก่าๆ อันได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ที่เรารู้จักกันดี
ออก

ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
สามารถออกฤทธิ์ได้เร็วหลังรับประทานเพียง 2 ชั่วโมง ในขณะที่การรับประทานวิตามินอี หรือซี จะต้องใช้เวลาในการป้องกันผิวจากแสงแดดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์
ออกวางจำหน่ายทั่วไปหรือยัง
ปัจจุบันได้มีบริษัทชั้นนำในอเมริกา ได้ผลิตออกมาจำหน่ายบ้าง แล้วตั้งแต่ปี 2003 โดยบรรจุในรูปของแคบซูล ๆละ 240 มก. โดยให้ชื่อว่า Sun Vitamins โดยใน 1 แคบซูลจะประกอบด้วย เฟิร์น PLE 240 มิลลิกรัม ชาเขียว 50 มิลลิกรัม และสารเบต้าแคโรทีน 10 มิลลิกรัม เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้บางบริษัทยังนำเฟิร์นนี้มาผสมในครีมกันแดด ครีมบำรุงผิวกันบ้างแล้วเช่นกัน
รับประทานอย่างไร สามารถสั่งซื้อได้ที่ไหน
ขนาดที่รับประทานก็คือ 240-480 มก.ต่อวัน ส่วนผิวเอเซีย ถ้าต้องการให้ผิวขาวใส ออกแดดได้โดยไม่กลัวดำ  สนนราคาอยู่ที่ 1,800 บาทต่อขวดบรรจุ 60 เม็ด รับประทานได้ประมาณ 1 เดือนนะครับ 

วิตามินกันแดดนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า เป็นการป้องกันไม่ใช่การรักษา ดังนั้นคนที่มีปัญหาฝ้า กระ หรือริ้วรอยอยู่ก่อนแล้ว ไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ ต้องทำการรักษาควบคู่กันไปด้วย ขณะเดียวกันการป้องกัน เลี่ยงแดดก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น

Posted on

7 แร่ธาตุและสารอาหารสำหรับผิวพรรณ ป้องกันแก่ก่อนวัย หาง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง

สาเหตุผิวหนังที่เสื่อมหรือแก่ก่อนวัย

  1. แสงแดด ทั้งรังสียูวีเอ ที่ทำลายโครงสร้างของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น รังสียูวีบีที่ทำให้เกิดผิวหนังดำคล้ำ หรือทำให้เซลล์ผิวหนังเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็ง ดังนั้นจึงต้องป้องกันด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF (สำหรับป้องกันรังสียูวีบี) และค่า PA (สำหรับป้องกันรังสียูวีเอ) ที่เพียงพอและทาเป็นประจำ
  2. อนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นจากปฏิกริยาออกซิเดชั่น จึงได้มีการคิดค้นสารที่เป็น Antioxiants ที่จะจำกัดอนุมูลอิสระเหล่านี้ ทั้งในรูปของครีมบำรุงผิว และ ในรูปของอาหารเสริม เช่น กลุ่ม Glutathione peroxides,Selenium,Viamin C, Vitamin E, Vitamin A , Beta carotene , Coenzyme Q10
  3. สิ่งแวดล้อม มลพิษ เขม่าควันต่างๆ
  4. ขาดสารอาหาร สำหรับผิวพรรณ หรือรับประทานไม่เพียงพอ

    แร่ธาตุและสารอาหารสำหรับผิวพรรณ
    1. Vitamin C เป็นสาร Antioxidantsที่พบมากที่สุดในผิวหนัง ทำหน้าที่ลดอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่น และมีความจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ใช้ป้องกันและรักษาเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ ลดรอยหมองคล้ำ ฝ้า กระ รอยด่างดำตามร่างกาย
    – อาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขาม มะละกอสุก แคนตาลูป มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกระหล่ำเป็นต้น ซึ่งหากรับประทานอาหารเหล่านี้ไม่เพียงพอ อาจจะรับประทานวิตามินซีสังเคราะห์วันละ 500-100 มก.ก็เพียงพอ เพราะหากรับประทานในปริมาณสูงกว่านี้ อาจทำให้ระดับ oxalate ในปัสสาวะสูง เกิดนิ่วในไตได้

2. Vitamin E เป็นสาร Antioxidants ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเนื้อเยี่อจากการถูกเอนไซม์ทำลาย ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวพรรณ ป้องกันและลดอันตรายจากแสงแดด และลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้ ลดความเสื่อมของผิวหนังที่ทำให้เกิดริ้วรอย
อาหารที่มีวิตามินอีสูง ได้แก่ น้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มโอเลอิน น้ำมันรำข้าว งา น้ำมันสลัด ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว ซึ่งหากรับประทานอาหารเหล่านี้ไม่เพียงพอ อาจจะรับประทานวิตามินอีในรูปอาหารเสริม วันละ 400 มก.ก็เพียงพอ
3. Vitamin A โดยใช้สารตั้งต้นที่ชื่อ เบต้าแคโรทีน และสารแคโรทีนอยด์ แล้วร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นกลุ่มเรตินอล (Retinol) วิตามินเอ ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และเนื้อเยื่อ ของร่างกายให้เป็นไปตามปกติ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอผิวเสื่อม ริ้วรอยย่นก่อนวัย
อาหารที่มีวิตามินเอสูง ได้แก่ อาหารจากผลิตภัณฑ์สัตว์ ตับ น้ำมันตับปลา ไข่ นม ผักผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง มะละกอสุก มะม่วงสุก แคนตาลูป กล้วยไข่ ลูกท้อแห้ง เป็นต้น ร่างกายปกติ ต้องการวิตามินเอ ประมาณ 1000 ไมโครกรัมต่อวัน ( ในรูปของ Retinol)

4. ซีลีเนียม ( Selenium) ถือเป็นสารที่สำคัญที่ทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง ผิวหนังจากแสงแดด การทาครีมที่ผสมซิลีเนียม จะทำให้ลดอาการแดดเผา ผิวหนังอักเสบได้ และป้องกันมะเร็ง
อาหารที่มีซิลีเนียม ส่วนใหญ่ร่างกายจะได้รับเพียงพอ เพราะต้องการเพียงปริมาณไม่มากนัก อาหารเหล่านี้ได้แก่ อาหารทะเล ตับ ไต เนื้อสัตว์ กระเทียม ไข่ เมล็ดพืชต่างๆ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรับประทานเป็นอาหารเสริม
5. ไบโอติน สารอาหารที่อยู่ในตระกูลวิตามินบี เป็นสารที่มีประโยชน์ในเรื่องการเผาผลาญ และปรับสมดุลของการไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต การขาดวิตามินนี้ จะทำให้ผิวแห้ง เบื่ออาหาร เส้นผมและเล็บเปราะหักง่าย ผมงอกช้า
อาหารที่มีไบโอตินสูง ได้แก่ ขนมปัง ธัญพืชไม่ขัดสีต่างๆ อาหารโปรตีนสูง ไข่แดง ตับ บรูเวอร์ยีสต์ ข้าวกล้อง ถั่วชนิดต่างๆ ปกติร่างกายของเราจะได้รับสาร ไบโอติน ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ แต่โชคดีที่ภายในร่างกายมี แบคทีเรียที่ชื่อ Lactobacillin ในลำไส้ ที่สามารถผลิตสารไบโอตินได้ แต่ถ้าต้องการรับประทานเป็นอาหารเสริม ปริมาณที่เหมาะสมคือ วันละ 600-1,200 มก

5. สังกะสี  เป็นแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์กว่า 70 ชนิด ทั้งที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการดูดซึมของกรอไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้เซลล์สามารถจับกับวิตามินเอ ได้ดีขึ้น มีความสำคัญในการรักษาแผลหรือสมานแผล
อาหารที่มีสังกะสีสูง ได้แก่ หอยนางรม อาหารทะเล ตับ ชีส เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ไข่ นม รวมทั้งธัญพืชที่ไม่ได้ขัด ถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง และถั่วเปลือกแข็ง ร่างกายต้องการสังกะสี ในปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละเพศ วัย และภาวะของร่างกาย แต่โดยเฉลี่ยไม่ควรเกินวันละ 15-30 มก.
7. Coenyme Q10 เป็นสารAntioxidants ที่ค้นพบมานานแล้ว โดยพบมากที่อวัยวะที่มีการ metabolism สูง เช่น หัวใจ ไต และตับ โดยทำหน้าที่ถ่ายทอดพลังงาน สำหรับผิวหนัง CoQ10 ในชั้น epidermis มากกว่า dermis มีสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ( free radicles) จึงเชื่อว่า สามารถลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้
อาหารที่มีโคเอนไซม์ Q10 ได้แก่ ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า เครื่องในสัตว์ เฉพาะส่วนหัวใจตับ ไต เนื้อวัว ส่วนในพืชจะพบได้บ้างในถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง
ปัจจุบันได้นำมาทำเป็นครีมทาเฉพาะที่ เพื่อลดริ้วรอย โดยเฉพาะรอยดวงตา

การเลือกสารอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นอาหารผิว ทำให้ท่านสามารถบำรุงผิวพรรณได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องสรรหาจากผลิตภัณฆ์อาหารเสริมออนไลน์ มากมาย หลายยี่ห้อ ราคาก็แตกต่างกันมากมาย พร้อมบรรยายสรรพคุณชวนให้เสียเงินได้ง่ายๆ หรือถ้าจะเลือกก็พิจารณาเลือกอย่างเหมาะสม และในปริมาณที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อสุขภาพของกระเป๋าสตางค์ท่านเช่นกัน